ดานิเอเล เด รอสซี อดีตกองกลางทีมชาติอิตาลี ประกาศแขวนสตั๊ดในวัย 36 ปี

ดานิเอเล เด รอสซี อดีตกองกลางทีมชาติอิตาลี ประกาศแขวนสตั๊ดในวัย 36 ปี อดีตมิดฟิลด์พันธุ์ดุของโรมา ย้ายไปหาความท้าทายใหม่บนเส้นทางลูกหนังกับโบคา จูเนียร์ส ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกอาร์เจนตินา เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2019 ก่อนที่ล่าสุด ดานิเอเล เด รอสซี ตัดสินใจประกาศเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการ

ดานีเอเล เด รอสซี (อิตาลี: Daniele De Rossi) เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1983 ที่กรุงโรม เป็นนักฟุตบอลชาวอิตาลี ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ เขาเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก กับทีมชาติอิตาลี ในปี 2006 และเป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของ เซเรียอา ในปีเดียวกัน ก่อนจะได้รางวัลนักฟุตบอลแห่งปีของอิตาลีในปี 2009

สำหรับ ดานิเอเล เด รอสซี เป็นหนึ่งในนักเตะระดับตำนานของสโมสรโรมา ค้าแข้งกับทีมตั้งแต่ปี 2001-2019 ลงเล่นไปทั้งสิ้น 616 นัด ยิง 63 ประตู พร้อมคว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย ในปี 2007 และ 2008 รวมถึง ซูเปร์โคปปา อิตาเลียนา ในปี 2007 นอกจากนั้นยังลงสนามรับใช้ทีมชาติอิตาลี 117 นัด ยิง 21 ประตู และเป็นหนึ่งในนักเตะที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ปี 2006 อีกด้วย

เด รอสซี่ กล่าวกับสื่อ “สาเหตุไม่ได้มาจากอาการบาดเจ็บที่ซีเรียส หรือมีปัญหาใหญ่อะไร”

“ผมก็แค่รู้สึกอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว ผมคิดถึงลูกสาวเป็นพิเศษ และเธอก็คิดถึงผม นี่คือการตัดสินใจที่ชัดเจนจากผม”

“ทุกคนพยายามโน้มน้าวผม พวกเขาอยากให้ผมใช้เวลาทบทวนมากกว่านี้ แต่การตัดสินใจเกิดขึ้นแล้ว และไม่มีอะไรต้องสงสัยเกี่ยวกับมัน”

ทั้งนี้ เด รอสซี่ เป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญทีมชาติอิตาลีชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 ติดธง “อัซซูรี่” 117 เกม และยิงไป 21 ประตู โดยตลอดช่วงชีวิตเจ้าตัวเล่นให้กับ โรม่า สโมสรอันเป็นที่รักที่ตามเชียร์มาตั้งแต่เยาว์วัย หลังจากที่ก้าวขึ้นมาจากทีมระดับเยาวชนของ “หมาป่าเหลืองแดง” จนกระทั่งสืบทอดปลอกแขนกัปตันทีมจาก ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ตำนาน “จัลโล่รอสซี่”

นอกจากนี้ มิดฟิลด์ตำนานของโรม่า ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในชีวิตการค้าแข้ง เขาเคยได้แชมป์โลกร่วมกับทีมชาติอิตาลี ในปี 2006 รับใช้ชาติไป 117 นัด ทำได้ 21 ประตู แและ รับใช้โรม่าไป 616 นัด และเล่นให้โบคาไป 6 นัด

เด รอสซี ลงเล่นให้ทีมชาติอิตาลีนัดแรกในเกมฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก กับทีมชาตินอร์เวย์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2004 และเขาก็แจ้งเกิดด้วยการทำประตูแรกของตัวเองในนัดนั้นทันที และได้ลงเล่นเป็นตัวหลักอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด ในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมนี เขาก่อเรื่องอื้อฉาวในเกมรอบแรกนัดที่ 2 ที่ อิตาลี พบกับ สหรัฐฯ จากการไปชักศอกใส่ ไบรอัน แม็คไบรด์ ทำให้ถูกไล่ออก และโดนฟีฟ่าลงโทษแบนถึง 4 นัด แต่จากการที่ อิตาลี ผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศกับ ฝรั่งเศส ทำให้ เด รอสซี ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง และมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์โลก จากการเป็น 1 ใน 5 คนที่ยิงลูกจุดโทษตัดสิน หลังจากเสมอกัน 1-1 ใน 120 นาที

หลังจากคว้าแชมป์โลก พร้อมกับการอำลาทีมชาติของฟรานเชสโก ต๊อตติ ทำให้เสื้อหมายเลข 10 ว่างลง เด รอสซี จึงกลายเป็นตัวแทนในการสืบทอดหมายเลขดังกล่าวต่อจากนักเตะรุ่นพี่ แม้ตำแหน่งของเขาจะไม่ใช่ตัวรุกทำเกม โดยเขาใช้หมายเลขนี้ในการลงเล่นทั้งรายการ ยูโร 2008 รอบสุดท้าย และ คอนเฟเดอเรชั่นส์คัพ 2009 อย่างไรก็ตามในอีก 2 รายการหลัง เขาไม่ได้ใช้เสื้อหมายเลข 10 แต่อย่างใด โดยเปลี่ยนไปใช้หมายเลข 6 ในฟุตบอลโลก 2010 และหมายเลข 16 ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกันกับที่ใช้ในโรมา ใน ยูโร 2012 แทน